กรณ์ จาติกวณิช cover photo
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    สวัสดีครับ ผมกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพฯ ขออนุญาตแนะนำตัวเองคร่าว ๆ นะครับ ว่าก่อนจะมาเข้าสู่วงการการเมืองได้ทำอะไรที่ไหนมาบ้าง ผมเองเพิ่งมาเป็นนักการเมืองได้เมื่อปี 2548 ซึ่งตอนนั้นผมก็อายุ 40 ปีพอดี ดังนั้นขอเล่าให้ฟังว่า 40 ปีแรกทำอะไรอยู่บ้างนะครับ

    ผมเกิดที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ผมเป็นคนไทย สัญชาติไทย เป็นลูกคนที่สองจากพี่น้องสามคน เรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสมถวิลตั้งแต่อนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 4 หลังจากนั้นเข้ารับการศึกษาชั้นประถมปี่ที่ 5 ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ปทุมวัน) จนจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างที่เรียนผมได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องมาโดยตลอด (หรืออาจเป็นเพราะผมเป็นเด็กตัวโตที่สุดในห้อง) ครอบครัวผมมีวิธีกระตุ้นการศึกษาของลูก ๆ หลาน ๆ โดยคุณลุงผม (เกษม จาติกวณิช) จะให้เงินรางวัลสำหรับคนที่สอบได้ที่ 1 จำนวน 100 บาท ที่ 2 จะได้ 50 บาท และทุกครั้งของการสอบผมสอบได้ที่ 1 มาตลอด และเพราะผมมีอุปนิสัยชอบออมเงิน เงินรางวัลที่ได้มาส่วนใหญ่ ผมจะนำไปฝากธนาคาร ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมรวยกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ

    หลังจากจบการศึกษาในระดับประถมศึกษา ผมได้เข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่วินเชสเตอร์ คอลเลจ ประเทศอังกฤษ ช่วงที่ผมศึกษาอยู่นี้ ผมได้ใช้เวลาในการเล่นกีฬาหลากหลายประเภท โดยผมได้รับการปลูกฝังจากครอบครัว เพราะคุณพ่อและคุณลุงเป็นนักกีฬากอล์ฟทีมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น คุณลุงผมเป็นนักกีฬาเทนนิสวิมเบิลดัน (คนแรกในประเทศไทย คือก่อนภราดรประมาณ 70 ปี!) อีกด้วย จึงทำให้ผมสนใจในการเล่นกีฬาชนิดต่าง ๆ สำหรับความประทับใจและความรู้สึกเป็นเกียรติสูงสุดคือ การได้เข้าเฝ้ารับเสด็จและร่วมโต๊ะเสวยในฐานะหัวหน้านักเรียนและเป็นกัปตันทีมว่ายน้ำและโปโลน้ำของโรงเรียน กับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่2และดยุคออฟเอดินเบอระในระหว่างที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯเยี่ยมโรงเรียน

    เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายผมได้สอบเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ในสาขาปรัชญาการเมือง และเศรษฐศาสตร์ แล้วสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยม เมื่อผมเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยนี้ ผมได้ใช้เวลาว่างในการเล่นกีฬาต่าง ๆ โดยเฉพาะกีฬาพายเรือ เพราะเป็นกีฬา “เอก” ของมหาวิทยาลัย เป็นกีฬาที่ฝึกความอดทน ความสามัคคี และความมีวินัย ซึ่งผมคิดว่าผมได้ถูกปลูกฝังสิ่งดี ๆ ต่าง ๆ จากกีฬาชนิดนี้มากทีเดียว

    หลังจากจบการศึกษา ผมได้มีโอกาสร่วมทำงานกับบริษัทจัดการกองทุนแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 3 ปี จนกระทั่งได้รับตำแหน่งผู้จัดการกองทุน จากนั้นตอนผมอายุ 23 ผมได้เดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อก่อตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เจ.เอฟ. ธนาคม จำกัด ในปี พ.ศ. 2531 โดยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท และนำพาบริษัทฯ ขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจหลักทรัพย์ ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุด 1 ใน 3 ของบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 มาได้จนกระทั่งปี พ.ศ. 2542 ผมได้ขายหุ้นบริษัทฯ ให้กับบริษัท เจพีมอร์แกนเชส และได้รับการร้องขอให้ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประจำประเทศไทย) จำกัด โดยดูแลธุรกิจทางด้านธนาคารและการบริหารความเสี่ยง รวมถึงธุรกิจหลักทรัพย์ที่ยังดำเนินอยู่ด้วย จากนั้นไม่นาน ได้มีการขายธุรกิจหลักทรัพย์ (กลุ่มลูกค้ารายย่อย)ให้กับกลุ่มธนาคารกรุงเทพ แต่บริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน ยังคงดำเนินธุรกิจทางด้านวาณิชธนกิจและธุรกิจหลักทรัพย์ (เฉพาะลูกค้าสถาบัน)

    ปี พ.ศ. 2547 ผมได้ลาออกจากบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งในสมัยแรกของผมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 จากนั้นได้รับตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และรองประธานกรรมาธิการการเงินการคลังของสภาผู้แทนราษฎร นอกเหนือจากงานที่ได้รับมอบหมายจากพรรคและจากสภาฯ ผมได้เข้ามาดูแล พัฒนาพื้นที่ในเขตรับผิดชอบของผม ซึ่งก็คือ เขตยานนาวา และสาทร ซึ่งหลังจากได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็น ส.ส.มัยที่สองในปี 2550 ก็มีพื้นที่ ๆ ต้องดูแลเพิ่มเติมอีกสามเขต คือ บางคอแหลม คลองเตย และวัฒนา

    ผมมีความประทับใจทุกครั้งที่ได้ลงพื้นที่และได้ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนอยู่เสมอ ทำให้ผมได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เสียงสะท้อนที่ผมได้รับ ทำให้ผมมีกำลังใจ มีแรงเดินหน้าสู้ต่อเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ของผม และผมตระหนักอยู่เสมอว่า “ผมยังคงเป็นที่พึ่งให้กับพี่น้องประชาชนของผมได้” ในช่วงที่ผมทำงานในภาคเอกชน เวลาส่วนใหญ่ของผมจะอยู่กับคนที่มีฐานะ เช่นนักธุรกิจต่าง ๆ เป็นต้น ไม่เคยได้รับรู้ถึงปัญหาของคนระดับกลางและระดับล่างมากเท่าไรนัก เมื่อได้มาลงพื้นที่ ผมจึงได้รู้ว่าคนกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือมาก ในขณะที่คนที่มีฐานะเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อยู่แล้ว

    ผมมีคติประจำตัวของผมคือ การเป็นตัวของตัวเอง และไม่เสแสร้ง เป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา (Be yourself and don’t pretend to be something you’re not) ซึ่งผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงความจริงใจที่ผมมีต่อพี่น้องประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่

    บทบาทในอดีตที่มีความสำคัญมากที่สุดคือ บทบาทในการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป้าหมายในด้านการเมืองของผม นอกจากการพัฒนาชีวิตของพี่น้องประชาชนแล้ว ผมมีความคาดหมายและมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และท้ายที่สุดคือการเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ดั่งความมุ่งหมายของพรรคที่ว่า “ประชาชนต้องมาก่อน”

    ในขณะนี้ประเทศไทยได้ประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบมาจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งการเมืองภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นแย่ลง ซึ่งผมก็กำลังพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างสุดความสามารถและผมหวังว่าพี่น้องชาวไทยทุกคนจะร่วมมืิอร่วมใจกันฝ่าฟันวิกฤตการณ์ครั้งนี้ี

    ชีวิตครอบครัวจุดเปลี่ยนชีวิตอีกด้านหนึ่งของผมคือ การสร้างครอบครัวกับภรรยาของผม (คุณวรกร จาติกวณิช) ผมมีบุตร 2 คน คือ กานต์ (แจม) และไกรสิริ (จอม) และมีบุตรของภรรยาผมมาอยู่ด้วยกันอีกสองคนคือ พงศกร (แต็งค์) พันธิตร (ติ้งค์) ผมเชื่อว่าลูกแต่ละมีความแตกต่าง มีธรรมชาติที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ผมเรียนรู้ว่า “เราไม่ต้องไปตีกรอบอะไรมากนัก ให้ทุกคนพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเองที่ต่างกันไป” เช่นเดียวกันกับคุณพ่อทั่วไป ผมพยายามให้ความสำคัญและใส่ใจในครอบครัว แต่ยังไงเวลาก็ไม่เคยพอ แต่ผมก็พยายามที่จะจัดสรรเวลามาดูแลและให้ความรักกับครอบครัวอยู่เสมอ นักการเมืองส่วนใหญ่ทำงานจนไม่มีเวลาได้ใช้ชีวิตกับครอบครัว ซึ่งผมเรียนรู้ว่า “พื้นฐานที่ดีของครอบครัวจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการนำพาให้สังคมดีขึ้นด้วย”


    ประวัติโดยย่อ
    - อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพฯ
    - รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมการนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์
    - Bachelor of Art (Philosophy, Politics and Economics), Oxford University, 1982