ลดการตึงเครียดโดยการเลิกพูดสามประโยคนี้


3 phrases that make you stress out
0

เคยได้ยินไหมกับคำพูดที่ว่า “คิดยังไงก็ได้อย่างนั้น” คำพูดนี้ก็เป็นจริงสำหรับการทำงานเหมือนกันนะ เหตุเกิดจากความคิดของเราที่มาจากธรรมชาติของมนุษย์นั่นเอง เรามักจะมีการกระทำที่สนับสนุนความคิดของเรา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราคิดว่าเราไม่ชอบหัวหน้าคนนี้ เราก็จะหาสาเหตุร้อยแปดพันเก้าที่จะทำให้เราไม่ชอบหัวหน้าคนนี้ Newberg และ Waldman ผู้เขียนหนังสือ Words Can Change Your Brain ค้นพบว่า แค่คำหนึ่งคำก็สามารถที่จะโน้วน้าวยีนที่ควบคุมความตึงเครียดทั้งทางกายและใจได้แล้ว 

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เรามาดูตัวอย่างประโยคในที่ทำงานที่เราไม่ควรพูด เพื่อลดความตึงเครียดกันดีกว่า

1. “งานล้นหัว ทำไม่ทัน” 
แทนที่จะพูดแบบนี้ เราควรพูดว่า “โปรเจ็คนี้ใหญ่มากๆ เรามาซอยย่อยเป็นงานทีละชิ้นดีกว่า” หรือ “ขอหยุดพักสักครู่หนึ่งเพื่อเต็มพลัง แล้วมาลุยต่อ” เมื่อเราเปลี่ยนทัศนคติ จะเห็นได้ว่าชีวิตเราดูง่ายขึ้น ในขณะที่เรายังยอมรับความจริงถึงจำนวนของงานที่เราต้องทำ

2. “วันนี้ฉันยุ่งเหลือเกิน” 
อันนี้ผมเชื่อว่าไม่ว่าใครก็เคยพูด (ผมก็เคยเช่นกัน) รู้ไหมครับว่าสาเหตุหลักๆที่คนพูดประโยคนี้มาจากการที่เราทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน หรือ multitasking นั่นเอง วิธีแก้นั้นไม่ยากเลย ให้ลองพูดว่า “วันนี้มีหลายงานมาก แต่ฉันจะทำทีละอัน ฉันจะทำอันนี้ให้เสร็จก่อน” พอเราทำเสร็จทีละงาน จะเห็นชัดเลยครับว่า ความวุ่นวายจะลดลง และที่สำคัญเราจะมีความสุขเล็กๆน้อยๆจากการที่เราทำงานสำเร็จไปทีละอย่างด้วย


3. “ฉันไม่มีเวลาทำสิ่งนั้น” 
เมื่อเราพูดแบบนี้ เราจะไม่สามารถจัดระเบียบชีวิตของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนดินพอกหางหมู ที่มีงานค้างคาเต็มไปหมด ในขณะเดียวกัน การที่เราปฏิเสธสิ่งที่เข้ามาในชีวิตเรานั้น ก็เหมือนกับการปิดกั้นโอกาสในชีวิตเหมือนกัน ฉะนั้นเราลองมาพูดแบบนี้ดีกว่าครับ “ฉันจะทำสิ่งนั้น แต่ตอนนี้มันยังไม่สำคัญ ขอฉันทำงานอันนี้ก่อน” เท่านี้เราก็สามารถทำงานเสร็จทุกอัน งานไม่ค้างและไม่เสียโอกาสครับ

เรามาเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราจากการเปลี่ยนวิธีการพูดสามประโยคนี้กันดีกว่า วิธีนี้ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะการทำงานเท่านั้นนะครับ มันยังใช้ได้กับการดำเนินชีวิตของเราเช่นเดียวกัน เรามาคิดในแง่บวก เพื่อเพิ่มความสุขของชีวิตเรากันเถอะ

มีใครมีประโยคที่เราไม่ควรพูดอีก ก็คอมเม้นท์ด้านล่างได้เลย!

(ขอขอบคุณบทความดีๆจาก www.themuse.com)

0